การละเล่นของเด็กไทย
การละเล่นของไทยในสมัยก่อนนั้นมีวิธีการเล่นที่สนุกสนานและหลากหลาย
การละเล่นของเด็กสมัยก่อนที่นิยมเล่นกันในชีวิตประจำวันนั้น
และสืบทอดมาจากคนรุ่นก่อน ซึ่งบางประเภทมีบทร้อง และท่าทางประกอบ ส่วนกฎเกณฑ์ต่าง
ๆ มักมีการกำหนดขึ้นเองตามข้อตกลงของกลุ่มผู้เล่นในแต่ละท้องถิ่น
บางครั้งก็เล่นตามความสนุกสนานร่าเริง
แต่บางครั้งก็เล่นเพื่อการแข่งขันซึ่งทำให้ได้รับความบันเทิงจากการละเล่นไม่ใช่น้อย
การละเล่นเด็กไทย เป็นการละเล่นของเด็กตั้งแต่สมัยโบราณ
แต่ในปัจจุบันมักไม่ค่อยได้พบเห็นการละเล่นประเภทเหล่านี้กันบ่อยนัก
เพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ฉะนั้นแล้วเราจึงต้องช่วยกันอนุรักษ์การละเล่นของไทยเรานี้ให้อยู่คู่กับไทยเราตราบนานเท่านาน
คุณค่าของการละเล่นไทย
การละเล่นของไทย เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพื้นบ้านเท่า ๆ
กันกับเป็นการสะท้อนวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ
มาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และเนื่องจากเป็นการ “เล่น”
ซึ่งผู้ใหญ่บางคนอาจไม่เห็นคุณค่า นอกจากเห็นว่าเป็นแค่เพียงความสนุกสนานของเด็ก ๆ
หนำซ้ำการละเล่นบางอย่างยังเห็นว่าเป็นอันตราย และเป็นการบ่มเพาะนิสัยการพนันอีก
เช่น ทอยกอง หว่าหากจะมอง วิเคราะห์กันอย่างจริงจังแล้ว
คุณค่าของการละเล่นของไทยเรานี้มีมากมาย ดังหัวข้อต่อไปนี้
ประโยชน์ทางกาย
- ฝึกความสังเกต ไหวพริบ และการใช้เชาวน์ปัญญา
- ฝึกวินัยและการเคารพต่อกติกา
- ฝึกความอดทน
- ฝึกความสามัคคีในคณะ
ตัวอย่างของการละเล่นไทย
๑)รีรีข้าวสาร
เชื่อเลยว่า
ชีวิตในวัยเด็กของคนส่วนใหญ่ผ่านการละเล่น "รีรีข้าวสาร" มาแล้ว และยังร้องบทร้องคุ้นหูที่ว่า "รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก เด็กน้อยตาเหลือก
เลือกท้องใบลาน คดข้าวใส่จาน คอยพานคนข้างหลังไว" ได้ด้วย
กติกา
"รีรีข้าวสาร" ก็คือ
ต้องมีผู้เล่น ๒ คนหันหน้าเข้าหากัน และเอามือประสานกันไว้เป็นรูปซุ้ม
ส่วนผู้เล่นคนอื่น ๆ จะกี่คนก็ได้จะยืนเกาะเอวกันไว้ตามลำดับ
หัวแถวจะพาขบวนลอดซุ้มพร้อมร้องเพลง "รีรีข้าวสาร"
จนเมื่อถึงประโยคที่ว่า "คอยพานคนข้างหลังไว้"
ผู้ที่ประสานมือเป็นซุ้มจะลดมือลงกันไม่ให้คนสุดท้ายผ่านเข้าไป เรียกว่า
"คัดคน" และเล่นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนคนหมด
ประโยชน์ของการเล่นรีรีข้าวสาร
ก็คือ
ช่วยให้จิตใจร่าเริงแจ่มใส รู้จักมีไหวพริบ
ใช้กลยุทธ์ให้ตัวเองเอาตัวรอดจากการถูกคล้องไว้ได้
รวมทั้งฝึกให้เด็กทำงานเป็นกลุ่มได้ด้วย
"แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน..."
ประโยคคุ้น ๆ ของการเล่นงูกินหางที่ยังติดตรึงในความทรงจำของใครหลาย ๆ คน
และเป็นที่นิยมของเด็กในทุกเทศกาล ทุกโอกาสอีกด้วย
วิธีการเล่นงูกินหาง
เริ่มจากเสี่ยงทาย ใครแพ้ต้องไปเป็น "พ่องู" ส่วนผู้ชนะที่มีร่างกายแข็งแรง
ตัวใหญ่จะเป็น "แม่งู" ไว้คอยปกป้องเพื่อน ๆ คนอื่นที่เป็น
"ลูกงู" จากนั้น "ลูกงู" จะเกาะเอวแม่งูและต่อแถวกันไว้
ยืนเผชิญหน้ากับ "พ่องู" จากนั้นจะเข้าสู่บทร้อง โดยพ่องูจะถามว่า
พ่องู :
"แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน"
แม่งู : "กินน้ำบ่อโสกโยกไปโยกมา"
(พร้อมแสดงอาการส่ายตัวไปมา)
พ่องู :
"แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน"
แม่งู :
"กินน้ำบ่อหินบินไปบินมา" (พร้อมแสดงอาการบินไปบินมา)
พ่องู :
"แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน"
แม่งู :
"กินน้ำบ่อทรายย้ายไปย้ายมา" (พร้อมแสดงอาการส่ายตัวไปมา)
จากนั้นพ่องูจะพูดว่า
"กินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว" แล้ววิ่งไล่จับลูกงูที่กอดเอวอยู่
ส่วนแม่งูก็ต้องป้องกันไม่ให้พ่องูจับลูกงูไปได้ เมื่อลูกงูคนไหนถูกจับ
จะออกจากแถวมายืนอยู่ด้านนอก เพื่อรอเล่นรอบต่อไป หากพ่องูแย่งลูกได้หมด จะถือว่าจบเกมแล้วเริ่มเล่นใหม่
โดยพ่องูจะกลับไปเป็นแม่งูต่อในรอบต่อไป
ประโยชน์ของการเล่นงูกินหางก็คือ
ทำให้ผู้เล่นเกิดความสามัคคี ทำงานเป็นกลุ่ม รู้จักช่วยเหลือกัน
และรู้จักการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด เมื่อภัยมาถึงตัว
นอกจากนี้ยังฝึกร่างกายให้แข็งแรง และจิตใจเบิกบานสนุกสนานไปด้วย
๓) หมากเก็บ
การละเล่นยอดฮิตสำหรับเด็กผู้หญิงนั่นเอง
ปกติจะใช้ผู้เล่น ๒-๔ คน และใช้ก้อนกรวดกลม
ๆ ๕ ก้อนเป็นอุปกรณ์
กติกาก็คือ
ต้องมีการเสี่ยงทายว่าใครจะได้เล่นก่อน โดยใช้วิธี "ขึ้นร้าน"
คือแบมือถือหมากทั้ง ๕ เม็ดไว้ แล้วโยนหมาก
ก่อนจะหงายมือรับ แล้วพลิกมือกลับรับหมากอีกที ใครมีหมากอยู่บนมือมากที่สุด
คนนั้นจะได้เป็นผู้เล่นก่อน
จากนั้นจะแบ่งการเล่นเป็น ๕ หมาก โดยหมากที่ ๑ ทอดหมากให้อยู่ห่าง ๆ กัน แล้วเลือกลูกนำไว้ ๑ เม็ด ก่อนจะไล่เก็บหมากที่เหลือ
โดยการโยนเม็ดนำขึ้น พร้อมเก็บหมากครั้งละเม็ด และต้องรับลูกที่โยนขึ้นให้ได้
ถ้ารับไม่ได้ถือว่า "ตาย" หรือถ้ามือไปถูกเม็ดอื่นก็ถือว่า
"ตาย" เช่นกัน
ในหมากที่ ๒ ก็ใช้วิธีการเดียวกัน แต่เก็บทีละ ๒ เม็ด เช่นเดียวกับหมากที่ ๓ ใช้เก็บทีละ ๓
เม็ด ส่วนหมากที่ ๔ จะไม่ทอดหมาก แต่จะใช้
"โปะ" คือถือหมากทั้งหมดไว้ในมือ โยนลูกนำขึ้นแล้วโปะเม็ดที่เหลือลงพื้น
แล้วรวมทั้งหมดที่ถือไว้ "ขึ้นร้าน"
ได้กี่เม็ดถือเป็นแต้มของผู้เล่นคนนั้น ถ้าไม่ได้ถือว่า "ตาย"
แล้วให้คนอื่นเล่นต่อไป โดย "ตาย" หมากไหนก็เริ่มที่หมากนั้น
ปกติการเล่นหมากเก็บจะกำหนดไว้ที่ ๕๐-๑๐๐
แต้ม ดังนั้นเมื่อแต้มใกล้ครบ เวลาขึ้นร้านต้องระวังไม่ให้แต้มเกิน
ถ้าเกินต้องเริ่มต้นใหม่
อย่างไรก็ตาม ปกติแล้ว
"หมากเก็บ" มีวิธีเล่นหลายอย่าง แต่ละอย่างก็จะมีชื่อเรียกต่างกันไป
เช่น หมากพวง , หมากจุ๊บ ,อีกาเข้ารัง
ประโยชน์ของการเล่นหมากเก็บ
๑. ฝึกให้เด็กๆมีความสามัคคีในการทำงานเป็นทีม
ในการที่ต้องร่วมแรงร่วมใจในการพยายามช่วยให้เพื่อนในกลุ่มหลุดพ้นจากการเป็นเชลย
๒.
ฝึกให้รู้จักคิด วางแผนและแก้ปัญหา
๓.
เป็นการออกกำลังกายโดยตรง เพราะขณะที่เล่นนั้นเด็กได้เคลื่อนไหวทุกส่วน
และช่วยให้ปอดแข็งแรง เพราะในขณะที่เป็นคนตี่นั้น
ต้องกลั้นหายใจร้องตี่อยู่ตลอดเวลา
๔.
เด็กได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน อารมณ์ดี จิตใจเบิกบาน
เป็นอีกหนึ่งการละเล่นที่แสดงถึงความมีภูมิปัญญาของคนไทยทีเดียว
เพราะในสมัยก่อนแทบทุกบ้านจะปลูกต้นกล้วยไว้ทั้งนั้น ดังนั้น
ต้นกล้วยจึงนำมาประยุกต์เป็นของเล่นให้เด็ก ๆ ได้อย่างดีทีเดียว โดยเฉพาะ
ม้าก้านกล้วย ดูเหมือนจะถูกอกถูกใจเด็กชายวัยซนมากที่สุด เพราะเด็ก ๆ
จะนำก้านกล้วยมาขี่เป็นม้า เพื่อแข่งขันกัน หรือทำเป็นดาบรบกันก็ได้
วิธีทำม้าก้านกล้วย
ก็ไม่ยาก
เลือกตัดใบกล้วยออกมาแล้วเอามีดเลาะใบกล้วยออก
แต่เหลือไว้ที่ปลายเล็กน้อยให้เป็นหางม้า เอามีดฝานแฉลบด้านข้างก้านกล้วยตรงโคนบาง
ๆ เพื่อทำเป็นหูม้า แล้วหักก้านกล้วยตรงโคนหูม้าออก
จากนั้นก็นำแขนงไม้ไผ่มาเสี้ยมปลายให้แหลม ความยาวประมาณคืบกว่า ๆ
เสียบหัวม้าที่พับเอาไว้จนทะลุไปถึงก้าน
เพื่อให้เป็นสายบังเหียนผูกปากกับคอม้านั่นเอง
เสร็จแล้วก็นำเชือกกล้วยมาผูกด้านหัวม้าและหางม้า ทำเป็นสายสะพายบ่า
แค่นี้ก็ได้ม้าก้านกล้วยไปสนุกกับเพื่อน ๆ แล้ว
ประโยขน์ของม้าก้านกล้วย
๑.การทำท่าเหมือนม้า
ทำให้เด็กมีจินตนาการ และ กล้าแสดงออก
๒.เป็นการออกกำลังกายอย่างดีสำหรับเด็กในวัยนั้น
๓.รักษาประเพณีพื้นบ้านของไทย
ดูจะเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่หาดูได้ไม่บ่อยนัก
แต่หากเป็นสมัยก่อนจะเห็นเด็ก ๆ เดินกะลา กันทั่วไป โดยผู้เล่นจะต้องนำกะลามะพร้าว
๒ อันมาทำความสะอาดแล้วเจาะรูตรงกลาง ร้อยเชือกให้แน่น
เพื่อป้องกันไม่ให้เชือกหลุดเวลาเดิน เวลาเดินให้ใช้นิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้คีบเชือกเอาไว้แล้วเดิน
หากมีเด็ก ๆ หลายคนอาจจัดแข่ง เดินกะลา
ได้ด้วยการกำหนดเส้นชัยไว้ใครเดินถึงก่อนก็เป็นผู้ชนะไป
ประโยชน์ของการเดินกะลา
ก็คือช่วยฝึกการทรงตัว ความสมดุลของร่างกาย เพราะต้องระวังไม่ให้ตกกะลา ช่วงแรก ๆ
อาจจะรู้สึกเจ็บเท้า แต่ถ้าฝึกบ่อย ๆ จะชินและหายเจ็บไปเอง
แถมยังทำให้ร่างกายแข็งแรง เพลิดเพลินอีกด้วย
เป็นอีกหนึ่งการละเล่นที่เคยได้ยินชื่อ
แต่หลายคนไม่ทราบกติกา โดยวิธีการเล่นก็คือ ใช้อะไรก็ได้ลักษณะกลม ๆ
เท่าจำนวนคนเล่น ยกเว้นผู้ที่เป็นกา 1 คน มาสมมติว่าเป็น "ไข่"
แล้วเขียนวงกลมลงบนพื้น 2 วง วงแรกเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 ฟุต
และอีกวงหนึ่งอยู่ข้างในวงแรก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ฟุต วาง "ไข่"
ทั้งหมดไว้ในวงกลมเล็ก ให้คนใดคนหนึ่งเป็นกา ยืนในวงกลมวงใหญ่
หรือนั่งคร่อมวงกลมเล็ก นอกนั้นทุกคนยืนรอบนอกวงกลมวงใหญ่ คอยแย่งไข่
คนเป็นกามีหน้าที่ป้องกันไข่ ไม่ให้ถูกแย่งไป
ความเป็นมา
ผู้เล่น เด็กทั้งชายและหญิงไม่น้อยกว่า ๓ คน
อุปกรณ์การเล่น
กาบมะพร้าวเพื่อใช้สมมติเป็นไข่กา คนละ ๑ กาบ
ลูกตระกร้อเล็กๆขนาดผลส้มเขียวหวาน หรือจะใช้กิ่งไม้เล็กๆยาวประมาณ ๑ คืบแทนก็ได้
สถานที่เล่น บนพื้นดินกลางแจ้ง
วิธีการเล่น
๑.
ขีดเส้นเป็นวงกลมบนพื้นกว้างพอสมควร นำเอาไข่ของทุกคนไปรวมกันในวงกลม
แล้วหาผู้เล่น ๑ คน
ไปเป็นกาคอยรักษาไข่ไม่ให้ผู้เล่นคนอื่นแย่งไข่ไปได้โดยผู้เป็นกาจะใช้มือหรือเท้าป้องไข่ไว้
โดยจะป้องกันได้เฉพาะในวง จะออกนอกวงไม่ได้
๒.
ส่วนผู้แย่งไข่ต้องระวังอย่าให้มือหรือเท้าของกามาถูกตนได้ถ้าไปถูกใครเข้า
คนนั้นจะต้องเข้ไปเป็นกาแทน แล้วเริ่มเล่นกันใหม่ ไข่ที่แย่งไปได้ต้องคืนหมด
แต่ถ้ากาถูกแย่งไข่ไปได้หมด
ผู้เป็นกาจะต้องปิดตาแล้วผู้เล่นคนอื่นจะเอาไข่ไปซ่อนตามสถานที่ใกล้ๆ นั้น
๓.
หลังจากนั้นกาต้องออกตามหาไข่ให้ได้ครบจำนวน
ถ้าหาไม่ครบแล้วยอมแพ้ก็จะถูกผู้ซ่อนไข่ดึงหูพาไปหาที่ซ่อนไข่จนครบ
และต้องเป็นกาต่อไป แต่ถ้ากาหาไข่ได้หมด เจ้าของไข่ที่ถูกกาหาพบคนแรกจะต้องมาเป็นกาแทน
กติกาการเล่นกาฟักไข่
๑. ผู้เป็นกาจะออกไปไล่แตะพ้นวงกลมหมดทั้งตัวไม่ได้ขณะที่ยังเฝ้าไข่อยู่
จะต้องมีมือหรือเท้าข้างใดข้างหนึ่งอยู่ในวงกลม
ถ้าออกพื้นวงกลมขณะที่ยังเฝ้าไข่กาอยู่จะถือว่าถูกแย่งไข่หมด
และดำเนินการเล่นขั้นตอนต่อไป
๒. ผู้เล่นทุกคนต้องตกลงกันล่วงหน้าเกี่ยวกับขอบเขตบริเวณของการนำไข่ไปซ่อน
และอื่นๆเพื่อมิให้เกิดปัญหาในการเล่น
๓. ให้ผู้เล่นตัดสินกันเอง
๑.
ด้านสติปัญญา
การละเล่นกาฟักไข่ทำให้เด็กได้ใช้ไหวพริบในการขยับแขนและขา เพื่อป้องกันไข่
และฝ่ายที่แย่งไข่ก็ต้องคิดว่าจะหลอกล่อผู้ที่เป็นกาอย่างไร
เพื่อให้แย่งไข่ออกมาได้
๒.
ด้านอารมณ์ ทำให้เด็กมีความสนุกสนานเพลิดเพลิน คลาดเครียด
๓.
ด้านร่างกาย เด็ก ๆ ให้ออกกำลังกาย ฝึกความว่องไวของแขนขาและตา
๔.
ด้านจิตใจ ฝึกสมาธิ
เนื่องจากเด็กที่เป็นกาจะต้องมีใจจดจ่องคอยดูว่า ผู้เล่นคนใดจะแย่งไข่
ฝ่ายที่แย่งไข่ก็ต้องมีสมาธิรอจังหวะดี ๆในการจะเข้าไปแย่งไข่ออกมา
"เล่นซ่อนหา"
หรือ "โป้งแปะ" เป็นหนึ่งในการละเล่นพื้นบ้านที่มีมาช้านาน
และยังได้รับความนิยมอยู่ทุกยุคทุกสมัย เพราะกติกาง่าย แถมสนุก และต้องมีการกำหนดอาณาเขต
เพื่อไม่ให้กว้างจนเกินไป จนถึงวันนี้ก็ยังมีเด็ก ๆ
จับกลุ่มกันเล่นซ่อนหาให้เห็นกันอยู่
กติกา
ก็คือ คนที่เป็น
"ผู้หา" ต้องปิดตา และให้เพื่อน ๆ ไปหลบหาที่ซ่อน โดยอาจจะนับเลขก็ได้
ส่วน "ผู้ซ่อน" ในสมัยก่อนจะต้องร้องว่า "ปิดตาไม่มิด
สาระพิษเข้าตา พ่อแม่ทำนาได้ข้าวเม็ดเดียว" แล้วแยกย้ายกันไปซ่อน
ประโยชน์
จากการเล่นซ่อนหา ก็คือ
ฝึกให้เป็นคนช่างสังเกต สามารถจับทิศทางของเสียงได้
รวมทั้งรู้จักประเมินสถานที่ซ่อนตัว จึงฝึกความรอบคอบได้อีกทาง
นอกจากนี้ยังทำให้ผู้เล่นสนุกสนาน อารมณ์แจ่มใสเบิกบานไปด้วย
ที่มาของการละเล่นเล่นซ่อนหา
๘) กระต่ายขาเดียว
จำนวนผู้เล่น
ไม่จำกัดจำนวน
วิธีเล่น
ขีดเส้นแบ่งเขตบนพื้น และมีเขตจำกัดเส้นออกไว้ด้วย แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒
ฝ่ายเท่าๆ กัน ตกลงกันว่าใครจะเป็นกระต่ายก่อน
กลุ่มที่เป็นกระต่ายจะคิดคำขึ้นหนึ่งคำ ให้มีพยางค์เท่ากับจำนวนคนในหมู่และจำต้องกำหนดพยางค์ให้แต่ละคนด้วย
เมื่อคิดคำได้แล้วหมู่ที่เป็นฝ่ายเล่นทั้งหมดก็จะเป็นผู้เลือกว่า จะเอาพยางค์ใด
ฝ่ายกระต่ายคนที่มีพยางค์ตรงกับที่โดนเลือกก็จะวิ่งกระโดดขาเดียวให้เร็วที่สุด
และไล่จับแตะคนในฝ่ายเล่น ถ้าคนใดโดนจับหรือถูกตัวกระต่ายก็ต้องออกจากการเล่น
แต่ถ้ากระต่ายเปลี่ยนขาหรือขาแตะพื้นจะต้องเปลี่ยนเป็นกระต่ายตัวใหม่ที่ฝ่ายเล่นจะเลือก
เมื่อฝ่ายเล่นถูกไล่ตีจนหมดแล้วก็ถือว่าแพ้ ต้องมาเป็นฝ่ายกระต่ายบ้าง
ตัวอย่างการเล่น
ฝ่ายกระต่ายมีสมาชิก ๔ คน ก็คิดคำ ๔ พยางค์ เช่น ทุเรียนหมอนทอง คนแรกเป็น
“ทุ”คนที่ ๒ เป็น“เรียน” คนที่ ๓ เป็น“หมอน” คนที่ ๔ เป็น“ทอง”
เมื่อฝ่ายเล่นเรียก“ทอง” คนที่เป็นทองต้องกระโดด ขาเดียวไล่จับคนฝ่ายเล่น
ถ้าเท้าตกถึงพื้นฝ่ายเล่นจะเลือกคนใหม่อีก จนกว่าจะหมด ถ้าฝ่ายกระต่ายแตะได้ก่อน
หรือฝ่ายเล่นวิ่งออกนอกเส้นแบ่งเขต จะหมดสิทธิ์เป็นฝ่ายเล่นต้องมาเป็นฝ่ายกระต่ายแทน
ประโยชน์ ที่ได้คือ
ด้านร่างกาย ได้ออกำลังกายทำให้มีร่างกายที่แข็งแรง
ด้านสติปัญญา ทำให้มีสุขภาพจิตที่ดี ส่งผลให้พัฒนาการทางด้านสติปัญญาได้อย่างรวดเร็ว
ด้านอารมณ์ มีความเพลิดเพลิน มีสุนทรียภาพในการเล่น ร่าเริงแจ่มใส
ด้านสังคม ได้เข้ารวมกลุ่มกับเพื่อนๆ
ทำให้รู้จักการอยู่รวมกันและเล่นกันเป็นหมู่คณะ
ที่มาของการละเล่นกระต่ายขาเดียว
๑๐) วิ่งกระสอบ
ที่มาของการละเล่นตีไก่
๑๒) ลิงชิงหลัก
ด้านจิตใจ ฝึกสมาธิ
๑. กระป๋องนม ๒ ใบ
๑. นำประป๋องนมข้าวหวานที่เปิดใช้แล้วมา ๒
ใบแล้วเลาะเอาฝากระป๋องที่เปิดทิ้งพร้อมกับใช้ฆ้อนเล็กๆ ทุบขอบกระป๋องส่วนที่เอาฝาออกให้เรียบ
๑. ผู้เล่น ๒ คน จับกระป๋องคนละ ๑ ใบ แล้วดึงเชือกให้ตึง
๙) ชักเย่อ
ชักเย่อ
เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่สามารถใช้เป็นกิจกรรมเชิงเสริมสร้างความสามัคคีได้โดยไม่จำกัดว่าเป็นองค์กร
หน่วยงานหรือชุมชน ในภูมิภาคใด
เพราะเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่สนุกสนานและยังถือได้ว่าเป็นการกีฬาประเภทหนึ่งด้วย
ซึ่งการละเล่นหรือการแข่งขันนั้นต้องแบ่งผู้เล่นเป็นสองฝ่ายๆ ละเท่าๆ กัน
และถ้ามีจำนวนมากกว่า ๑ ทีมก็ต้องมีการจัดโปรแกรมการแข่งขันกันอีกที
วิธีเล่นชักเย่อ
หาเชือกขนาดใหญ่เหนียว ๑ เส้น ยาวประมาณ ๑๐-๒๐ เมตร
หากึ่งกลางของความยาวเชือก ใช้กระดาษสีหรือผ้าสีสดผูก
จากนั้นแบ่งคนเล่นเป็นสองพวกจำนวนเท่ากัน แต่ละพวกให้ยึดปลายเชือกไว้คนละข้าง
กรรมการขีดเส้นตรงลงบนพื้น ๑ เส้น นำส่วนที่ผูกด้วยกระดาษสี
ผ้าสีวางทับเส้นตรงที่ขีดให้มีลักษณะเป็นกากบาท เมื่อผู้เล่นพร้อมจึงให้สัญญาณ
(ใช้การตีธงหรือให้สัญญาณเสียงนกหวีดก็ได้) ทั้งสองฝ่ายจะออกกำลังดึงเชือกอย่างเต็มความสามารถ
การตัดสินชักเย่อ
ขณะที่มีการชักเย่อ
ผู้ตัดสินจะยืนอยู่ใกล้กึ่งกลางเชือกเมื่อเห็นว่าข้างใดดึงเชือกไปทางแดนของตนมากสุดก็ตัดสินให้ชนะ
เทศกาลที่เล่นชักเย่อ
ในฤดูแล้งเล่นได้ตลอดเวลา
การเล่นจะเล่นในที่แจ้งสนามหญ้า ทุกเทศกาลที่ต้องการให้เกิดความสนุกสนาน รื่นเริง
เนื่องจากไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์มาก
คุณประโยชน์ของชักเย่อ
เกิดความสามัคคีพร้อมเพรียง
เป็นการออกกำลังกายและรื่นเริงสนุกสนาน
อุปกรณ์ในการเล่นวิ่งกระสอบ
กระสอบป่านเท่าจำนวนผู้เข้าแข่งขัน
วิธีเล่นวิ่งกระสอบ
ผู้จัดการเล่นต้องเตรียมขีดเส้นหรือใช้เชือกหรืออื่นใดก็ได้วางที่พื้นแสดงเส้นเริ่มต้นการแข่งขันและเส้นสิ้นสุดการแข่งขัน
เส้นทั้งสองนี้ให้ห่างประมาณ ๑๐ เมตร เป็นอย่างน้อย
ให้ผู้เล่นลงไปยืนในกระสอบป่านที่จุดเส้นเริ่มต้นการแข่งขัน
ไม่จำกัดจำนวนว่าผู้เล่นจะมีกี่คน เมื่อพร้อมกรรมการจะให้สัญญาณ การวิ่งกระสอบก็จะเริ่มขึ้น
ทุกคนต้องพยายามวิ่งขณะที่ตนเองอยู่ในกระสอบ บางคนอาจจะหกล้มหกลุก
ก็ต้องรีบลุกขึ้นมาวิ่งต่อไปให้เร็วที่สุด
การตัดสินวิ่งกระสอบ
ผู้ที่วิ่งถึงเส้นสิ้นสุดการแข่งขันก่อนเป็นผู้ชนะ
เทศกาลที่เล่นวิ่งกระสอบ
เล่นในวันสงกรานต์และงานพิเศษที่ชุมชนจัดขึ้น เช่น
วันเด็ก วันครู งานวันสำคัญของท้องถิ่น
คุณประโยชน์ของวิ่งกระสอบ
เป็นการออกกำลัง รื่นเริงสนุกสนาน ฝึกให้มีน้ำใจนักกีฬา
รู้แพ้รู้ชนะ รู้อภัย
๑๑) ตีไก่
จัดคนเล่นเป็นสองพวก เท่าๆ กัน
แต่ละพวกจัดหัวหน้าขึ้นมาคนหนึ่ง หัวหน้ามีหน้าที่คัดเลือกไก่ไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน
ให้ผู้เข้าแข่งขันมีร่างกายใกล้เคียงกัน ยกเว้นกรณีคนร่างกายเล็ก
แต่กล้าที่จะแข่งขันก็ยอมได้ เริ่มเล่น คนเล่นนั่งยองๆ ทำท่าทางเหมือนไก่ตีปีก
อาจใช้มือทั้งสองตีที่สะโพก แล้วโก่งคอขันเหมือนไก่การเล่นจะสนุกสนานขึ้นมาก
จากนั้นจึงเข้าเตะกันหรือเข้ากระแทกกัน ผู้ใดเอามือแตะพื้น หรือล้ม
หรือไม่นั่งยองๆ ถือว่าแพ้
การตัดสินตีไก่
เมื่อตีกันครบทุกตัวแล้ว
พวกใดมีจำนวนไก่ชนะมากกว่าจะเป็นผู้ชนะ
เทศกาลที่เล่นตีไก่
นิยมเล่นในโอกาสพิเศษที่ชุมชนจัดขึ้นและในเทศกาลวันตรุษสงกรานต์
คุณประโยชน์ของตีไก่
ฝึกความว่องไว เป็นการออกกำลังกาย รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย
วิธีเล่นคือ
ผู้เล่นคนหนึ่่ง
สมมุติว่าเป็น “สิงหลักลอย” ไม่มีหลักจับ ส่วนคนที่เหลือ เป็นลิงจับหลัก
ผู้เป็นลิงหลักลอย ต้องพยายามแย่งหลัก ในขณะที่ผู้เล่นทั้งหมดเปลี่ยนที่กัน
ส่วนมากมักจะใช้สี่หลัก ผู้ที่เป็นลิงชิงหลักต้องคอย สังเกตดูว่าตนจะชิงหลักไหนได้สะดวก
ก็รีบวิ่งไปชิงหลักนั้นไว้ ถ้าจับหลักได้ก่อน ผู้ที่มาช้าก็เป็นลิงหลักลอย
คอยชิงหลักของคนอื่น บางคนทำท่าเปลี่ยนแล้วไม่เปลี่ยนเป็นการล่อหลอก
ถือว่าเท้ายังยึดหลักอยู่ ผู้อื่นจะชิงไม่ได้
ประโยชน์
ด้านสติปัญญา ฝึกไหวพริบการตัดสินใจและการช่างสังเกต
ว่าคนไหนจะเปลี่ยนหลัก เราควรจะวิ่งไปหลักใด
ด้านอารมณ์ เด็ก ๆ ได้ผ่อนคลาด
ได้ฝึกการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
ด้านร่างกาย เด็กๆได้ออกกำลังกาย โดยเฉพาะส่วนขา
เพราะการละเล่นนี้จะต้องมีการวิ่งเพื่อเปลี่ยนหลัก
๑๓) เป่ากบ
อุปกรณ์
๑. ยางวง (ยางเส้น) วงใหญ่ หรือวงเล็กก็ได้
แล้วแต่ความชอบและความถนัด
๒. ผู้เล่นจำนวนตั้งแต่ ๒ คน หรือมากกว่า
เล่นทั้งเด็กชายและเด็กหญิงบางครั้งอาจเล่นเป็นทีมก็ได้
๓. สถานที่ เช่น พื้นซีเมนต์ พื้นกระดาน หรือพื้นโต๊ะ
วิธีการเล่น
เป่ากบเป็นการเล่นอย่างหนึ่งของเด็ก
เล่นกันทั้งเด็กชายและหญิง ผู้เล่นมีจำนวน ๒ คน หรือเป็นทีมก็ได้ สถานที่เล่น
ในที่ร่ม ใช้พื้นที่เรียบ ๆ เช่น พื้นซีเมนต์ พื้นกระดาน หรือพื้นโต๊ะ
ซึ่งผู้เล่นจะเอายางเส้น (ยางวง) จะเป็นวงเล็กหรือวงใหญ่ หรืออาจจะเป็นวงสีต่าง ๆ
อยู่ที่ความชอบ ได้แก่ สีเขียว สีแดง สีน้ำตาล เป็นต้น นำมาวางบนพื้นคนละ ๑ เส้น
ให้อยู่ห่างกันประมาณ ๑ ฟุต ผู้เล่นจะผลัดกันเป่ายางเส้น (ยางวง)
ของตนไปข้างหน้าทีละน้อย ๆ จนยางเส้นทั้งสองมาอยู่ใกล้กันผุ้เล่นคนใดเป่าให้ยางเส้นของตนไปทับยางเส้นของฝ่ายตรงข้ามได้ก็จะเป็นผู้ชนะ
ฝ่ายแพ้จะต้องจ่ายรางวัลให้กับผู้ชนะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นยางเส้น (ยางวง)
แต่อาจให้รางวัลอื่น ๆ ก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
การเล่นเป่ากบของเด็ก ส่วนใหญ่เล่นกันในเวลาที่ว่าง
และมีอุปกรณ์พร้อมที่จะเล่นกันทั้งสองฝ่าย
ประโยชน์ที่ได้รับ
๑. การเล่นเป่ากบ
เป็นการเล่นที่ให้ความสนุกสนานแล้วยังเป็นการฝึก การรู้กำหนดจังหวะและกะระยะด้วย
๒. การเล่นเป่ากบเป็นการฝึกสังเกต
ไหวพริบในการเป่าของคู่ต่อสู้ ซึ่งจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เด็กรู้จักคิดให้รอบคอบก่อนที่จะเป่า
ถ้าเป่าโดยไม่คิดอาจจะผิดพลาดได้ จนทำให้ต้องแพ้
๓. เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักความรัก ความสามัคคี
๑๔) ขี่ม้าส่งเมือง
วิธีเล่น
แบ่งผู้เล่นเป็น ๒ ฝ่าย เท่าๆ กัน เลือกผู้เล่นคนหนึ่งเป็นเจ้าเมือง
ซึ่งจะต้องไม่เข้ากับฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง แต่ละฝ่ายจับไม้สั้นไม้ยาว
เพื่อเลือกว่าใครจะเริ่มเล่นก่อน ฝ่ายชนะจะเริ่มเล่นก่อนโดยการเดิน
มากระซิบชื่อใครคนหนึ่งของฝ่ายตรงกันข้ามกับผู้ที่เป็นเจ้าเมืองก่อน แล้วกลับไป
ฝ่ายตรงกันข้ามจะเดิน มากระซิบบ้าง ถ้ากระซิบชื่อได้ตรงกับที่ฝ่ายแรกกระซิบไว้
เจ้าเมืองจะกล่าวคำว่า “โป้ง” คนกระซิบคนแรก
ต้องเป็นเชลย และฝ่ายที่ทายถูกทายได้อีกครั้งจนกว่าข้างใดข้างหนึ่งจะหมด
ฝ่ายใดหมดก่อน ฝ่ายนั้นแพ้ และให้ฝ่ายชนะขี่หลังไปส่งเมือง
ประโยชน์
ด้านสติปัญญา สร้างเสริมจินตนาการ
บริหารสมองในการทายว่าฝ่ายตรงข้ามจะส่งใครมา
ด้านอารมณ์ ได้ฝึกการอยู่ร่วมกันผู้อื่น คลาดเคลียด
ด้านร่างกาย ได้ออกกำลังกาย บริหารกล้ามเนื้อขา
ด้านจิตใจ ฝึกให้เด็กยอมรับความจริง รู้แพ้รู้ชนะ
รู้อภัย
วางหม้อดิน เรียงเป็นแถวห่างกันพอสมควรตามจำนวนผู้เล่น
จัดผู้เล่นเรียงตามแถวงหม้อ เดินถอยออกมาให้ห่างหม้อพอสมควร แล้วผูกตาผู้เล่น
หมุนผู้เล่น 1 รอบ แล้วจัดผู้เล่นให้หัน ไปทางหม้อ
ให้ผู้เล่นเดินไปข้างหน้าเพื่อตีหม้อของตนให้ถูก ถ้าตีไม่ถูกก็เป็นฝ่ายแพ้
ถ้าไม่มีหม้อใช้ถังพลาสติกก็ได้
เตรียมอุปกรณ์ :
๑. หม้อดิน หรือ
ปิ๊บ
๒.
ไม้ขนาดจับถนัดมือ ความยาวประมาณ ๑.๕เมตร
๓. ผ้าสำหรับปิด
วิธีการเล่น + กติกา :
ให้เด็ก ๆ แบ่งเป็นทีม แล้วเลือกคนที่จะปิดตา ๑ คน
โดยคนที่ถูกปิดตาจะเป็นคนตีหม้อส่วนคนที่เหลือ ให้บอกทิศทาง จนกว่าเพื่อนจะตีถูกหม้อ
โดยมีข้อแม้ว่า .. ห้ามพูดภาษาไทยถ้าทีมใดพูดภาษาไทยให้ปรับแพ้ทันที ทีมที่ตีหม้อได้ก่อน
เป็นฝ่ายชนะ
ประโยชน์
เล่นเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินเสริมสร้างความสามัคคี
๑๖)โถกเถก
อาจเรียกชื่อแตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น
เป็นการละเล่นที่ใช้อุปกรณ์ที่ทำมาจากไม้ไผ่
ประกอบด้วยท่อนไม้สั้นซึ่งเป็นที่เหยียบสำหรับยืน มีผ้าพันเพื่อไม่ให้เจ็บง่ามเท้า
ไม้ท่อนยาวสำหรับใช้เป็นตัวยืนจับ เวลาเล่นต้องพยายามทรงตัวเดินจะทำให้รู้สึกว่าขายาวขึ้น
เด็กๆ อาจจะแข่งขันกันว่าใครสามารถเดินได้เร็วกว่ากัน
อุปกรณ์
ไม้ไผ่กิ่ง ๒ ลำ ถ้าไม่มีก็เจาะรูแล้วเอาไม้อื่นๆ
สอดไว้เพื่อให้เป็นที่วางเท้าได้
วิธีการเล่น
ใช้อุปกรณ์ที่ทำมาจากไม้ไผ่
ประกอบด้วยท่อนไม้สั้นซึ่งเป็นที่เหยียบสำหรับยืน มีผ้าพัน เพื่อไม่ให้
เจ็บง่ามเท้า ไม้ท่อนยาวสำหรับใช้เป็นตัวยืนจับ เวลาเล่นต้องพยายามทรงตัวเดิน
จะทำให้รู้สึกว่า ขายาวขึ้น
ประโยชน์
เป็นการออกกำลังกายบริหารส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี
เดิมผู้ที่ใช้ขาโถกเถกเป็นชายหนุ่มไปเกี้ยวสาว
เสียงเดินจากไม้เมื่อสาวได้ยินก็จะมาเปิดประตูรอ เพื่อพูดคุยกันตามประสาหนุ่มสาว
หรือบ้านสาวเลี้ยงสุนัขไม้โถกเถกยังเป็นอุปกรณ์ไล่สุนัขได้
๑๗) ตะแล้บแก๊ป
ตะแล้ปแก๊ป เป็นของเล่นพื้นบ้านของไทยที่ทำจากกระป๋องนม
๒ใบใช้ในการสื่อสารเหมือนโทรศัพท์ ซึ่งมีวิธีการทำดังนี้
วัสดุที่ใช้
๒. ด้าย
๓.ไม้กลัด
วิธีทำ
๒. สำหรับด้านก้นของประป๋องนม ให้เจาะเป็นรูเล็ก ๆ
ด้วยตะปู
แล้วนำปลายด้ายที่มีความยาวตามที่ต้องการสอดเข้าในรูที่ก้นกระป๋องนมแล้วผูกไว้ด้วยไม้กลัดเล็กๆ
โดยไม้กลัดอยู่ภายในกระป๋อง เพื่อกันไม่ให้ด้ายหลุด จากนั้นนำปลายด้ายอีกข้างหนึ่งไปทำในลักษณะแบบเดียวกัน
วิธีเล่น
๒. ให้ผู้ฟังเอากระป๋องจ่อที่หู
๓. ผู้พูด พูดใส่ในกระป่อง
๔. โต้ตอบกัน โดยให้สลับกันเป็นผู้ฟังและผู้พูด
ประโยชน์
เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน
๑๘) ว่าว
ในอดีตมีกล่าวอยู่ในพงศาวดารเหนือว่า
พระร่วงทรงเล่นว่าวอย่างไม่ถือพระองค์ว่าเป็นท้าวพระยา ในสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.
๑๘๙๓-๒๓๐๐) ก็มีการเล่นว่าวกันมากถึงกับมีกฎมณเพียรบาล ห้ามมิให้ประชาชน
เล่นว่าวทับพระราชวัง ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็มีการเล่นว่าวดังเช่นในสมัย
ก็มีการเล่นว่าว เช่น ในรัชกาลที่ ๕ ก็ทรงโปรดให้ใช้สถานที่ในพระราชวังดุสิต
และสนามเสือป่าเป็นที่เล่นว่าวจุฬากับปักเป้า เป็นต้น
ว่าวของไทยที่ทำขึ้นเล่นกันเป็นพื้นมีอยู่ ๔ ชนิดด้วยกัน คือ ว่าวอีลุม
ว่าวปักเป้า ว่าวจุฬา และว่าวตุ๋ยตุ่ย
อุปกรณ์
ไม้ไผ่ กระดาษว่าว
วิธีทำ
ว่าวแม้จะทำจากไม้ไผ่และกระดาษว่าว ซึ่งใช้อุปกรณ์ไม่มากเพียงไม่กี่ชิ้น
แต่ต้องอาศัยศิลปะและความชำนาญอย่างมาก โดยเฉพาะการทำว่าวจุฬา และว่าวปักเป้า
ไม้ไผ่ที่ใช้ทำว่าวมักใช้ไม้ไผ่สีสุกทำ
ต้องมีเคล็ดลับการเลือกแตกต่างกันไปตามแต่ละสำนัก
บางแห่งจะมีการดูอายุของไม้ไผ่ด้วยว่าไม่ให้อ่อนหรือไม่ให้แก่เกินไปจะมีผลต่อความยืดหยุ่นของเนื้อไม้
หลังจากได้ไม่ไผ่มาแล้วต้องนำมาเหลาให้ได้ขนาดและความยาวที่เหมาะสม
และยังต้องทดสอบความยืดหยุ่นของไม้ไผ่เมื่อนำมาดัดงอด้วยว่าสามารถดัดงอได้ดีหรือไม่
ขนาดและความยาวของไม้ไผ่ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของว่าวที่จะทำ
ถ้าเป็นว่าวจุฬาขนาดมาตรฐานใช้แข่งขัน ก็จะมีตัวใหญ่มาก
ต้องทำอย่างแข็งแรงและได้ขนาดที่เหมาะสม ถ้าเป็นว่าวปักเป้าตัวจะเล็กลงมา เน้นความคล่องแคล่วปราดเปรียว
ส่วนว่าวงู ว่าวนกฮูก เน้นความสวยงามของกระดาษที่ปิดมากกว่า
เมื่อได้ไม้ไผ่มาตามขนาดที่ต้องการต่อไปก็ถึงขึ้นทำโครงว่าว
โดยถ้าเป็นว่าวปักเป้าจะใช้ไม่ไผ่ 2 ชิ้นขัดกันขึ้นมาเป็นโครง ยึดกันด้วยด้าย
ซึ่งขึ้นตอนนี้ก็สำคัญเนื่องจากการผูกด้ายยึด
โครงต้องมีความพอดีไม่ให้ตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไป
ไม่งั้นว่าวจะเสียศูนย์ได้เวลาเล่น
เมื่อได้โครงว่าวแล้ว ก็ถึงขึ้นตอนการปิดกระดาษ กระดาษที่ใช้ทำว่าว
จะเป็นกระดาษว่าว หรือบางคนใช้กระดาษสาอาจจะเป็นของประเทศไทยหรือจีนก็ได้
ปางรายมีเทคนิคคือปิดกระดาษตอนเช้าๆ ตอนสายๆอากาศอุ่นขึ้นกระดาษก็จะตึงพอดี
หลังจากปิดกระดาษเสร็จแล้วก็มาเจาะรูผูกคอซุง โดยต้องดูความสมดุลของว่าว
ว่าไม่เอียงซ้ายหรือขวา หัวหรือท้ายไม่หนักเกินไป อาจจะลองชักเล่นดูเลยก็ได้
หลังจากนั้นก็ตกแต่งภายนอก และวางจำหน่ายได้การทำว่าวเป็นศิลปะของไทยโดยแท้
ประโยชน์
เล่นเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย
ตัวอย่างการละเล่นพื้นบ้านของไทย
















ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น